maruko_sos


เย็นวันศุกร์กับ 2 สาวโสด
18 ตุลาคม, 2008, 8:22 am
Filed under: daily

วันนี้มีแผนว่าจะจัดการกับตัวเอง ซักผ้า เก็บห้องที่ไม่เคยเก็บมานาน ฝุ่นเยอะมาก ที่จริงห้องเราไม่ได้มี detail อะไรมากเลย แต่ของเยอะ เราก็เอาผ้าไปยัดเครื่อง ซักพักหญิงก็โทรมา บอกว่ามัน “เมาลิฟท์” (ศัพท์นี้กุ้งเพิ่งคิดให้เมื่อคืน) อารมณ์พี่แกกำลัง Peak ถึงขีดสุดที่เก็บความสุขเอาไว้ไม่ไหว มันสุขจนล้น เลยมา take เราออกไป เราตกลงใจว่าจะชิมกาแฟที่ all about coffee ก็ได้กาแฟมาคนละแก้ว คือ…มันไม่อร่อยอ่ะ หวานจี๊ดอ่ะ แต่หญิงัมนไม่รู้รสหรอก มันเล่าๆๆๆ ดูดๆๆๆ ปรากฏว่าเมื่อวาน SOS พี่แก ทักพี่แกในที่ทำงานตอนคนน้อยๆ แล้วถามเรื่องหัวใจ อยู่ดีๆก็ถาม แล้วก่อนกลับดันลงลิฟท์มาด้วยกัน 2 ต่อ 2 ความชุ่มฉ่ำหัวใจของสาวโสดจึงเกิดขึ้น ทีนี้โทรไปหากุ้ง (เพราะเป็นคนเดียวที่ฟังมันแบบมี reaction) กุ้งมันทำแลปอยู่ มันไม่คุย แผน 2 ก็ชมพู่นี่แหละ ถึงแม้ไม่ reaction อย่างน้อยก็ถือว่ามีคนฟังมัน

จักรบ่นว่ากินกาแฟแล้วปวดท้องอย่ามาบ่นนะ ก็เลยบอกว่า ไม่บ่นหรอก จะบ่นเรื่องมดแทน เอาโน้ตบุ๊คไปไว้ห้องจักร ห้องจักรเลี้ยงหมดไว้เต็มเลย มดมันเลยมานอนเล่นในโน้ตบุ๊ค ก็เลยพามันกลับมาที่ห้องแบบไม่เต็มใจเท่าไร

ซัก 4 โมงเย็น ภาระกิจเราก็เสร็จ ลองโทรไปชวนไอ้กุ้งกินข้าว หลายวันมานี้เหมือนเราจะติดแฟนมากไปหน่อย เดี๋ยวเพื่อนมันว่าลืมเพื่อนลืมฝูง เวลารักกันดีเห็นพวกมันเป็นหมา กุ้งได้คุยกับจักรนิดนึง วันก่อนก็คุยกับหญิง เราค่อนข้างอยากให้เค้ารู้จักเพื่อนสนิท เพราะเมื่อเค้าอ่านพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราออก เค้าจะได้ไปปรับอะไรของเค้า เหมือนกับที่เราดูว่าสิ่งแวดล้อม เพื่อนเค้า ที่ทำงานเค้าเป็นยังไง เราก็รู้ ก็ดู ก็รู้สึกดีที่เค้าน่ารักกับคนรอบข้าง

เมนูวันนี้ไม่พ้นอาหารเหนือ คน 3 คนที่เกิดลำพูน 2 คน โตมาที่ลำพูน 3 คน โหยหาอาหารเหนือพวกขนมจีนน้ำเงี้ยว ข้าวซอย น้ำพริกอ่อง ลาบคั่ว แคบหมู ข้าวเหนียว อะไรพวกนี้ทุกวัน เจอร้านไหนเด็ดก็ลากกันไปทุกครั้ง แล้วก็มาเม้าท์ว่าร้านนี้สูตรไหนๆ ร้านนี้อะไรอร่อย วันนี้กุ้งหาร้านข้าวซอยร้านเล็กๆแถวท่าทรายมาให้ลอง ไม่ค่อยถูกปากเราเท่าไร น้ำพริกแกงข้าวซอยใสมาก แต่เส้นกับไก่นุ่มดี ได้เจ้าของร้านน่ารัก  takecare ดี ก็เลยได้ใจไป พวกเรามาต่อของหวานที่น้ำเต้าหู้งาดำตามเคย กะเวลาไว้ว่าจะโทรหาจักรก่อน 3 ทุ่ม ตอนโทร หญิงกับกุ้งไล่ไปโทรนอกร้าน บอกว่าคุยตรงนี้มันอิจฉา

ก่อนหน้านั้นบอกหญิงว่า อยากไป B2S ที่เซ็นทรัลทาวน์ ด้วยความเหี่ยวของมัน เลยได้ไอเดียว่าจะไปร้องเกะกัน ไม่ได้ไปนานแล้ว แล้ววันนี้จักรก็ไม่อยู่ เลยพากันไปร้องเกะตอน 3 ทุ่มกว่าๆ ก็บอกว่าขอแค่ชั่วโมงเดียวนะ เงินจะหมดแล้ว ก่อนกลับเราก็ Msg ฝันดีจักรก่อนนอน จักรโทรกลับมา….

ใน SF คาราโอเกะ เสียงดังมาก จักรคุยอะไรมาไม่ค่อยได้ยิน รู้แต่ว่าน้ำเสียงไม่ค่อยดีที่รู้ว่ามาเกะ เราก็ขอโทษที่ไม่ได้บอก ตอนนั่งรถกลับมาก็คิดถึงจักรตลอด กลัวจักรโกรธ ความเป็น 2 คนในร่างเดียวมันเกิดขึ้นอีก คนหนึ่งคิดเป็นห่วง อีกคนบอกให้ออกมาจากคิดแล้วบอกว่า ทุกข์ ทุกข์ กลับมาก็โทรบอกจักรว่ากลับมาแล้ว จักรบอกจะนอน เราก็ทำอะไรไม่ถูกแล้ว เหมือนกับว่าสิ่งที่เรารักษามามันหายไป เหมือนกับสูญเสียอะไรไป รู้สึกถึงความทุกข์ รู้สึกว่านี่แหละคือเหตุผลที่เราไม่เริ่มต้นใหม่กับใครซักที เพราะเราไม่พร้อมรับความสูญเสีย

ตอนเปิด m เห็นจักรออนไลน์รออยู่ ก็โทรบอกให้จักรปิดแล้วค่อยนอน พี่เอมี่เข้ามาทักว่าไม่ไปกฐินเหรอ แล้วก็แซวเรื่องจักร สติเราถึงตื่นขึ้นมาอีกนิดว่า นี่เราปล่อยวางเป็นนี่ เราปล่อยวางจักรสิ ก็…ไม่สิ ปล่อยวางเรื่องที่จักรโกรธวันนี้สิ ก็…จะปล่อยได้ไง ในเมื่อเราไม่ได้เป็นคนโกรธ ต้องให้จักรปล่อยวาง ให้อภัย …แล้วจักรปล่อยวางมั๊ยเนี่ย เออ…ไม่รู้สิ จักรยึดอยู่หรือเปล่า

พี่เอมี่สอนว่า จิตเราก็ต้องชำระที่เรา คน 2 คนมามีอารมณ์ร่วมกันเหมือนมี 10 ขันธ์ ต่างคนต่างมีหน้าที่ชำระใจกันเอง มองตัวเองให้ออก เราเลยไม่คาดหวังว่าจักรจะมองออกหรือไม่ว่าตอนนี้ตัวเองอารมณ์ไหน รู้แต่ว่าเราจะจัดการอารมณ์แล้ว จะอาบน้ำ นอน การใช้ปัญญาแก้ไขปัญหานี้ เราจะยอมให้เค้าตัดสินใจ ว่าเค้าพร้อมจะรับอีก 5 ขันธ์หรือเปล่า เค้าก็ไม่คบใครมานาน เค้าจะลองกับเราต่อหรือเค้าจะปิดประตูใจเหมือนเดิม

เราไม่คิดอะไรแล้ว จะเป็นยังไงก็ไม่คิดแล้ว ไม่รับความกลัวใดๆ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ความไว้วางใจที่เคยมี จะหายไป เพราะเราแบ่งเวลาไปให้เพื่อน ไปรักษาสมมติเรื่องเพื่อน มีเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง ก็จะยอม



111051
12 ตุลาคม, 2008, 9:47 am
Filed under: daily

หลังจากเน่ามาจากทดสอบ MASW ที่สุพรรณ วันนี้ก็ได้ฤกษ์ชิว

สัปดาห์ก่อนเป็นอะไรที่ไม่เป็นปกติ คือ อ.ให้ติดตามทีมทดสอบ MASW เพื่อศึกษาการทดสอบการหา Shear wave velocity จากเครื่องมือง่ายๆ วันจันทร์ก็ลุยทำที่สนามรักบี้ในเกษตร วันอังคารได้ทำงานของตัวเองนิดหน่อย วันพุธไปปทุมธานี แถวลาดหลุมแก้ว วันพฤหัสกับศุกร์ไปสุพรรณบุรี

เวลาปกติที่เป็น routine เลยหายไป แถมชีวิตส่วนตัว ตั้งแต่ไปขอนแก่นครั้งนั้นก็ไม่เหมือนเดิม ทุกอย่างเลยพลิกหมด วันนี้ก็ยัง งงๆ ว่ามันเป็นแบบนี้ได้ไง คือทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด จากคนที่เคยตื่นเช้าไปทำงานที่ห้องนิสิต ซัก 2-3-4 ทุ่มก็กลับหอ ดูทีวี นอน ตื่นอีกวันก็เหมือนเดิม ตอนนี้ก็เปลี่ยนไป

จักรกลับสระบุรีตั้งแต่วันศุกร์ตอนเย็นที่เราสลบไปตั้งแต่สี่ทุ่ม ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่จักรกลับบ้านหลังจากไปขอนแก่น เราก็ตื่นแต่เช้า หกโมงกว่า เวลาตื่นพลิกอีกแล้ว ทุกทีตื่นแปดโมง รีบลุกขึ้นมาซักผ้า เก็บห้องจุ๊กจิ๊ก อยู่หน้าคอมที่ไม่ได้อยู่มาหลายวัน สายๆคุย msn กับจักร เค้ากำลังจะไปปลูกต้นไม้ ส่วนเราก็จัดการเรื่องค่าใช้จ่ายตอนออกสนามทั้งหมด บ่ายๆก็เสร็จ กำลังจะออกไปกินข้าว คุยโทรศัพท์กัน จักรบอกว่านี่มันบ่าย 3 แล้วนะ

ตอนเย็นคาดไว้แล้วว่าจะไปสวนจตุจักร ตอนที่ไปหาจักรเวลาเพลียๆ อยากดื่มอะไรร้อนๆให้มันผ่อนคลาย แต่กุฏิพี่เค้าไม่มีอะไรซักอย่าง ก็เลยขออนุญาตว่าขอมีแก้ว 2 ใบนะคะ

สวนตอนเย็นวันเสาร์ คึกคักเหมือนตลาดมืด คนออกมาเดินเยอะกว่าตอนกลางวันอีกมั้ง มีแต่เสื้อผ้ากับร้านที่ยังไม่ปิด จุดหมายเราคือแก้วน้ำใบใหญ่ ตอนเดินก็คุยกัน(อีก) เค้าก็ถามว่าเดินคนเดียวไม่รู้สึกแปลกๆเหรอ ก็บอกว่าเดินคนเดียวมาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นแปลก ปกติชอบเดินคนเดียว ไม่ค่อยช้อบกับเพื่อน

กลับจากสวน ไปเดอะมอลล์ต่อ โดนบ่นนิดหน่อย แต่ก็ยอมเพราะเค้าไม่อยู่ กลับมาก็โทรบอกว่าถึงหอแล้ว ก็ออนไลน์คุยกัน

วันๆเราแทบไม่ห่างกันเลย

รู้สึกดีนะ เพราะความเข้มข้นของความรู้สึกมันยังมีอยู่ แต่เพราะต้องทำให้สมมติไม่พร่องด้วย เมื่อวานที่กลับมาจากสุพรรณลืมโทรหาพ่อ ก็รู้สึกผิด สามทุ่มแล้วมาถามตัวเองว่าจะโทรดีหรือเปล่า กลัวลุงนอนแล้ว ลุงจะรอโทรศัทพ์แน่ๆ คิดถึงใจลุง โทรดึกๆดีกว่าไม่โทร ก็เป็นจริงๆด้วย โทรดึกๆดีกว่าไม่โทร จิตลุงคลายก่อนนอน ลุงก็หลับสบาย

ก็เตือนตัวเองว่าสมมติจะให้พร่องไม่ได้ ตอนนี้ความรักมันไหล เราก็รู้ แต่เรื่องงาน เรื่อง thesis มันอาจจะช้าลง แต่ให้ชะงักไม่ได้ ก็ต้องเรียนจบ

จักรบอกแม่เค้าแล้ว แม่เค้าก็รับรู้ แต่ก็มีอุปสรรคนิดหน่อยเรื่องที่แม่เค้าอยากได้ว่าที่ลูกสะใภ้เป็นแม่บ้านแม่เรือน จักรถามว่าจะสู้ไหวมั๊ย ก็เลยบอกว่า คนที่ไม่เคยคิดร้ายกับใคร ไม่มีใครไม่รักได้ลงหรอก อย่างที่เราเคยพิสูจน์มาแล้ว จนเป็นแบบนี้ ที่ผู้คนรอบข้างต่างไม่มีใครคิดร้ายด้วย เพราะเมตตาแผ่ตลอดเวลา กับแม่จักรก็คงเช่นกัน

วันนี้เราจะไปศูนย์ฯสิริกิติ์พร้อมกัน ไปกราบอ.วรภัทร์ด้วย ไม่ได้กราบท่านนานแล้ว ไปเจอพี่ๆที่เวบ MGR แล้วก็จะไปซื้อโทรศัพท์ต่อ ชีวิตเริ่มมีกันและกัน เข้ามาเกี่ยวข้อง เราต้องปรับตัวทั้งคู่

ถ้าไม่มีอารมณ์ “รัก” อะไรๆก็คงไม่เดินมาจนถึงเข้าสัปดาห์ที่ 2 ที่คบกัน



จากคนไม่รู้จัก มาเป็นคนที่รักมากที่สุด
6 ตุลาคม, 2008, 10:17 pm
Filed under: daily | ป้ายกำกับ:

บอกตัวเองว่าต้อง “แบ่งเวลา” แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรอารมณ์แบบนี้มันจะคงที่เสียที ตอนนี้มันวิ่งกระฉูด ปรู๊ดๆ อาจเพราะเพิ่งเริ่มต้น ก็จะไม่ยึดติดมากเกินไป

ตอนสายๆ หญิงมาเลย เมื่อวานมีสายไปรายงานประกอบกับใน hi5 พี่แกมาด้วยตัวเอง เพิ่งกินข้าวกับจักรตอนเกือบเก้าโมง หญิงมาตอน 10 ครึ่ง ลากไปกินข้าวอีกทั้งที่ไม่หิวทั้งคู่ พี่มา update ข่าว

ตอนลอยกระทงปีที่แล้ว ยังโสดกัน 3 คน แรดไปลอยกระทงด้วยความไม่รู้กับเรือข้ามฟากที่สะพานพระราม 8 เรือทั้งลำมีป้าอยู่ 3 ตัวที่มาเดี่ยว นอกนั้นเค้ามาเป็นคู่ๆ มีกระทงอันนึง มองไปทางไหนใจก็หดหู่ พอลงมาก็ปาวารณาว่าจะไม่มาลอยกระทงที่นี่อีกแล้วทั้ง 3 คน

“ปีนี้มึงจะปล่อยให้กูลอยกระทงกับอีกุ้ง 2 คนเหรอ” แล้วพี่ก็ซักประวัติคุณจักรใหญ่เลย สั่งให้พามาแนะนำ เอามาดูตัวหน่อย

“ถ้ามึงจะแต่งงานกับคนนี้ ยังไงเค้าก็ต้องรู้จักพวกกูอยู่ดี” ไปถึงไหนแล้วมัน

ตอนบ่าย วันนี้มีสังเกตการณ์ เป็นผู้ช่วยการทดสอบ MASW (Multi-Channel Analysis of Surface Wave) ที่สนามรักบี้ มีเด็กจุฬาอินเตอร์มาสอนทดสอบ ตอนแปลงผลนี่ขอลี้ภัยมาอยู่ห้องแอร์ ไม่ได้ทาอะไรไปซักอย่าง วันนี้แดดก็แรงมาก

เด็กจุฬาที่เป็นคนกัมพูชา ไม่รู้จักชื่อ “ชมพู่” ตอนเก็บของยังข้องใจไม่หายแวะมาถามว่าทำไมชื่อ 2 พยางค์ เราก็บอกว่ามันเป็นชื่อผลไม้ เค้าก็อ๋อๆ รู้จักๆ

ตอนเย็น คิดไว้อยู่แล้วว่าตัว “คิดถึง” มันต้องมา เราก็ “ดักดู” เลย นั่งเก้าอี้รอดูเลย เลยไม่ค่อยโผล่มาเยอะ วันนี้จะเขียน report ด้วย ตั้งหัวข้อไว้แล้วเกี่ยวกับ “ผลการวิเคราะห์เบื้องต้น” ซึ่งตอนนี้แรงทำ thesis แผ่วลง แต่ก็รู้เป็นธรรมชาติของจิต เราไม่ได้ตั้งมั่นมากในด้านกิเลส เดี๋ยวจิตมันก็ต้องกลับมาฮึด ตอนนี้ให้เวลาหลงไปก่อน

ด้วยความที่เค้ารักความสงบสุข ที่จริงเราก็สงบสุขไม่ต่างจากเค้า วันนี้ก็เลยว่าจะไม่เจอกัน ขอทำงานบ้าง

ก็โทรคุยกับพ่อ เล่าให้พ่อฟังตามเคย พ่อก็ถามว่าเค้าเป็นใคร รู้จักกันได้ยังไง ทำงานอะไร แล้วก็บอกว่าไม่ใช่เด็กแล้ว ก็ดูไปเรื่อยๆ ดูดีๆ

ปกติพวกคู่บารมี อะไรพวกนี้ไม่ค่อยอ่าน เพราะไม่รู้จะมาเป็นคู่บารมีทำไม ทั้งที่ต่างคนต่างปฏิบัติอยู่แล้ว วันนี้มานั่งอ่านเรื่อง”นางแก้ว” เพราะไม่คิดว่าชาตินี้จะได้มาเป็นนางแก้วใคร เลยต้องมานั่งอ่าน

๑. ภรรยาผู้เป็นแม่ได้ (หมายถึงในเวลาเจ็บไข้)
๒. ภรรยาผู้เป็นน้องได้ (หมายว่าเพื่อนสุขและทุกข์ได้)
๓. ภรรยาผู้เป็นเมียได้ (หมายว่าในทางสืบพันธุ์)
๔. ภรรยาผู้เป็นบ่าวได้ (หมายว่าปฏิบัติรับใช้)”

สำหรับเราแล้ว นางแก้ว ไม่ได้ใช้กับผู้ปรารภนาพุทธภูมิอย่างเดียว ผู้ที่เร่งความเพียรสู่นิพพานก็มีนางแก้วได้ เชื่อเรื่องการที่มีบารมีเสริมกันอยู่นะ เวลามีช่องทางทำบุญ-บารมี ก็มักจะให้เค้าได้ทำ จิตมันส่งไปเลย เมื่อวานไปกราบหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ก็ซื้อพวงมาลัยไป แล้วก็ให้จักรถวาย เราก็นั่งอธิษฐานเสริมไป ด้วยบุญนี้ขอให้เค้ามีปัญญามาก(ที่มากอยู่แล้ว) ให้เดินไปถึงที่หมายในชาตินี้ แล้วก็มาสงสัยว่าทำไมเราทำอัตโนมัติวะ ทำไมเราอยากให้เค้าเข้านิพพานแล้วเราจะตามไปทีหลังวะ ความคิดนี้มาจากไหนวะ

เลยเริ่มสงสัยเรื่องนางแก้วอย่างจริงจัง

เคยบอกเค้าว่า ถ้าปรารภนาพุทธภูมิละก็ตัวใครตัวมันเลยนะ ไม่ใช่รังเกียจนะ แต่นับถือบารมี เราทำไม่ได้ พอทำไม่ได้ บารมีก็ไม่ถึงเป็นนางแก้วเค้าได้ ยังไงก็ต้องเลิกกัน

เดี๋ยวนี้ถ้าคิดว่ามาจากเหตุผลไหนไม่ออก ก็จะโบ้ยไปให้ชาติก่อนอ่ะนะ

ชาติก่อนเราทำอะไรกันมาน้า~~



พร้อมรับความเสี่ยง
2 ตุลาคม, 2008, 9:54 pm
Filed under: daily

พร้อมรับความเสี่ยง

หลังจากช็อคกับคำว่า “เผื่อใจไว้บ้าง” ไปแล้ว เราก็เฉย ก็ไม่ได้คิดว่าจะมีใครมาแคร์อะไร ก็ทำอะไรจุ๊กจิ๊กเหมือนทุกวัน แล้วก็ต้องรับโทรศัพท์อีกครั้ง ก็แปลกใจพอสมควร

การคุยกันครั้งนี้ทำให้เห็น “โมหะ” ที่เป็นอนุสัยชัดมาก คือจิตวางเฉย ไม่รู้สึกอะไร ไม่จับอารมณ์ แรงกระตุ้นใจจากกิเลสตัวนี้เป็นสิ่งที่อยากพบอยากเห็นมาก อนุสัยของตัวเองเป็นยังไงอยากรู้จัก เจตนาเป็นว่า “เป็นอะไรก็ได้” ก็แสดงคำพูดตามเจตนาว่าอะไรก็ได้ เจตนาแบบนี้จริงๆ แต่กิเลสจากจิตไม่ยอม มันร้องไห้ ก็พยายามตามดู นี่ร้องไห้เรื่องอะไร นี่อยากเป็นเจ้าของเหรอ นี่อยากเป็น อยากมีเหรอ นี่เป็นอาการของจิต แต่ทุกคำพูดตอนโทรศัพท์คือสิ่งที่ผ่านการพิจารณามาแล้ว

11 เดือนที่ไม่มีใครโทรปลุกตอนเช้า –วันนี้ก็เริ่มมี

11 เดือนที่ไม่เคยรับ sweetly msg –วันนี้ก็ได้รับ

11 เดือนที่ไม่มีใครซักคนให้โทรหา–ก็มีคนให้โทรหา

11 เดือนที่ไม่เคยคุยโทรศัพท์ก่อนนอน–วันนี้ก็ได้คุยก่อนนอน

11 เดือนที่ Action<>Reaction — วันนี้ก็เริ่มมีใครมา ><

ฯลฯ

ต้องปรับตัวใหม่หมด มันไม่คุ้นเลย สิ่งที่เราระวังตอนนี้มากที่สุด คือ ความพยายามไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ซึ่งแน่นอนว่ามันต้องมีเปลี่ยนบ้าง เราเป็นภพภูมิมนุษย์ เรามีเวลาและทรัพยากรจำกัด แต่ขอให้ความเป็นแต่ละคนเปลี่ยนไปน้อยๆ และค่อยๆเปลี่ยน

ที่พร้อมรับความเสี่ยง เพราะว่ารู้ว่าจะ Manage risk นั้นอย่างไร

ตัดคำว่า Acceptable risk ออกไป เพราะว่า…จะพยายาม Accept ทุกอย่าง

ก็จะลอง(กล้า)เริ่มใหม่อีกซักครั้ง



เผื่อใจไว้บ้าง
2 ตุลาคม, 2008, 12:20 am
Filed under: daily

เมื่อกี้กับคำพูดที่ว่า “เผื่อใจไว้บ้าง” มันทำให้คิดถึงคำเดียวกับที่เคยได้ยินมาประมาณนี้ว่า “รักตัวเองให้มากๆ” คือ อย่ารักเค้ามาก

ตอนที่เราเริ่มจะขวิดเค้า เราก็คิดถึงตอนที่เราขวิดใครต่อใครให้มารักเรา ตอนนี้เราจะไม่สู้ ไม่บังคับ ถ้ามีสัญญาณก็พร้อมจะถอยได้เสมอ เราไม่เสียดายอะไรให้ใจทุกข์ เพราะเรามีคุณค่า มีพลังมากพอที่จะอยู่ด้วยตัวเอง พอๆกับพลังที่มากพอจะดูแลใครอีกคน

ความรู้สึกที่ตรงกันของคนสองคน …มันเกิดยาก

หากของเราเกิดฝ่ายเดียว เราก็จะรู้ตัวเอง และหลีกหนีออกมาจากตรงนั้นที่ไม่ใช่ที่ควรอยู่ ไม่ยุ่ง อยู่แบบสบายๆของเรา อยากไปไหนก็ไป อยากทำอะไรก็ทำ ถึงแม้จะรู้สึกดีๆด้วย แต่ก็คงไม่อ้อนวอน

ใครที่เคยมีอาการแปลกๆให้รู้สึกได้ ก็คงจะได้รับมาตรการตอบกลับจนหงายหลัง เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง ได้ แต่จะมาพิเศษกว่าเพื่อน พี่ น้อง คนอื่น เป็นไปไม่ได้

ถ้าไม่จิตเกิดกับใครแล้ว ความรักจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าจิตเกิดตรงกันกับใครแล้ว เป็นให้ได้ทุกอย่าง

ยกเว้นว่าวันหนึ่ง คนนั้นเค้าจะมาบอกว่า “เผื่อใจไว้บ้าง”

ใจเราเอง ก็เลยเริ่มเก็บของ เตรียมถอย

เพราะเราเอง ก็ต้องรักษาใจเราเอง…เช่นกัน



วัฏจักรเดิมๆ
27 กันยายน, 2008, 1:10 am
Filed under: daily

ขอคิดก่อน

ข้าวกลางวัน 75 น้ำ 12+12+7

ข้าวเย็น 270 เข็มขัด 200 ของใช้ 304

กฐินสร้างพระสิขี พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 100

รวม 980 แม่เจ้า (T_T)

รู้งี้หนีไปขอนแก่นดีกว่า

วันนี้จิตใจอยู่กับขอนแก่นทั้งวัน โทรไปหาพ่อ 4-5 ครั้งได้เลย เช็คว่าเมื่อไรพ่อจะเปลี่ยนใจ เพราะเรารู้ว่าถ้าพ่อรู้แล้วแอบหนีไป บุญก็เป็นบุญบาปอยู่ดี ครั้งก่อนหนีไปแบบที่พ่อไม่รู้ ก็แอบภูมิใจเล็กน้อยอยู่นะ อิอิ ไม่งั้นพ่อจะหลอกล่อแบบที่ทำตอนจะไปวัดร่ำเปิง จาก 7 วัน เป็น 3 วัน สุดท้ายก็ให้ไปวันเดียว แบบที่เกือบไม่ได้ไปเพราะอีกวันต้องกลับกรุงเทพแล้ว

ฝันที่ว่าเห็นหลวงพ่อกล้วยจากที่ไกลๆ พอกำลังจะเข้าไปหาหลวงพ่อก็หายไปแล้ว จะตามไปที่วัดก็หลงขอนแก่นซะงั้น สุดท้ายก็กลับกรุงเทพ

หลวงพ่อบอกว่า เอาไว้เรียนจบ จะสอนให้ ตอนนั้นหลวงพ่อพผุดเรื่องจิตรวมกับความคิด ก็ไม่เข้าใจ หลวงพ่อพูดเรื่องการทำงานของขันธ์ ก็ไม่เข้าใจ ครั้งล่าสุดที่เจอหลวงพ่อ ท่านให้พระหยกองค์สุดท้ายมา หลวงพ่อท่านเมตตามายืนส่งเราก่อนกลับ หนูรู้ว่าหลวงพ่อรอหนู หนูรู้ว่าหลวงพ่ออยู่อีกไม่นาน หนูรู้ว่าชาติหน้าหนูจะไม่เจอหลวงพ่ออีกแล้ว ชาตินี้หนูพยายามเต็มที่อย่างที่หลวงพ่อจะไว้ใจว่าหนูจะรักษากาย-ใจ ได้ด้วยตัวเอง จิตหนูเดินทางไปที่วัดบ่อยมาก เหลือเพียงแต่ว่าเมื่อไรตัวจะไป หลวงพ่อจะรอหนู หนูรู้ค่ะ หนูจะไปต่อแน่นอน

ระหว่างที่คิดว่าจะเก็บกระเป๋าไปขอนแก่นตอนนี้ยังทันนะ คิดไปคิดมา คิดซ้ำซาก ซ้ายก็ฝนชวนไป “ติดลม” ขวาก็กุ้งชวนไป Avenue ข้างบนพ่อก็โทรมาถามว่าตกลงเงื่อนไข proposal มันว่าไงนะลูก (โทรมาเช็คว่าตอนนี้อยู่ไหน พ่อเป็นห่วง) ข้างหลังก็นัดส่งงานอ.วันอังคารหน้า ข้างหน้างานที่ต้องทำมีมากมายเพื่อแสดงให้อ.เห็นว่าเราพร้อมที่จะสอบต่อไป ห่วงมันผูกไว้ รัดแน่นหนา สุดท้ายหนูได้แต่มองหลวงพ่อ

การเลือกไปพักผ่อนด้วยการหาอะไรกินกับเพื่อนที่ Avenue มันขัดใจ ป่านนี้จักรคงขึ้นรถแล้ว อยากให้เวลานี้ที่เราเสียโอกาสมีเพื่อนไปวัดด้วยผ่านไป นิสัยกระทิงมันคิดจะไปก็ไปเลย ไม่ค่อยมีดึงๆตัวเองไว้ ครั้งนี้ก็เห็นจิตเห็นใจตัวเอง ก็ทำเป็นลืมๆ ก็ทำหน้าที่สมมติให้ครบแล้วค่อยไปนะ

ไอ้เรานี่ก็ประหลาด คนอื่นคิดเรื่องสอบ proposal กันหมด ก็มาคิดแต่เรื่องไปวัดๆๆๆ

เมื่อวานที่อยู่ดีๆก็หลับไป ก็เล่าให้เพื่อนๆ น้องๆฟัง มีน้องคนหนึ่งบอกว่า เป็นวุ้นในตาอักเสบหรือโรคเกี่ยวกับสายตา เพราะว่าเดี๋ยวนี้มองอะไรก็เบลอๆ อีกอย่างมีอาการปวดหัวแล้วพฤติกรรมการใช้ชีวิตก็จ้องคอมตลอด ก็เออ…จริงว่ะ สงสัยต้องไปหาหมอตานี่แหละ วันพฤหัสแล้วกันนะ เพราะวันจันทร์-อังคาร คงหัวฟูกับรายงาน วันพุธมีทำเรื่องเบิกเงิน เผลอๆวันอังคารจะโดนบังคับให้ไปสัมมนาที่อุบลวันที่ 18 นี้อีก ต้องมานั่งทำ PPT ให้ตรวจ ลองมาบังคับสิ วันอาทิตย์หลังจากสัมมนาจะหนีไปหนองป่าพงเลยคอยดู!!! (-”-)

วัดป่าธรรมอุทยาน วัดภูป่าไร่ วัดป่าประดับทรงธรรม วัดหลวงพ่อสาคร วัดหลวงพ่อเลี่ยม (หนองป่าพง) ก็อยู่ใน list

วันนี้มีคนมาดูจิตเรา เพราะว่าเราโทรไปหาพี่เค้าว่าที่ขอนแก่นฝนตกไหม เพราะมีข่าวว่าพายุเข้า 2 ลูก โดนทั้งโทรศัพท์และโทรจิต พี่เค้าทักว่าทำไมจิตมีหมอกดำๆคลุมอยู่ ปกติปุถุชนทั่วไปที่ไม่ปฏิบัติ ออร่าจะเป็นสีแดงเข้มๆ แต่นี่ทำไมดำมิด ก็พิจารณาแล้วเล่าให้เค้าฟังว่าเมื่อวานอยู่ดีๆก็หลับไปเลย เมื่อเช้า ก็เห็นยักษ์อยู่ในหอ แล้วหมาก็หอน คือพวกนี้อยู่ได้ไม่นาน เจ้าที่เจ้าทางก็จัดการหมด พี่เค้าว่ามาเถอะ มาที่วัดเถอะ เราไม่ได้คิดเหมือนเค้า เพราะจิตเราดูไม่ได้ เราห้อยพระหยกอยู่หนึ่ง เราคลุมจิตอยู่เองหนึ่ง และเทวดาประจำตัวคลุมจิตให้อีกหนึ่ง ตกลงคือไม่มีอะไร รู้ตัวดีอยู่ ตราบใดที่มีสัมปชัญญะก็ไม่กลัว ไม่ได้บอกพี่เค้าว่าแบบนี้ แต่ก็ขอบคุณที่พี่เค้าเป็นห่วงเป็นใย และเพราะมีจิตลุงตี่กับแม่คุ้มครองอยู่ จึงไม่กลัวมากขึ้น

เหตุการณ์ที่รู้ว่ารับไม่ไหว จนต้องอธิษฐานจิต เมื่อไม่นานมานี้ มีครั้งหนึ่งตอนไปสุพรรณ ที่เขื่อนกระเสียว จิตมีความเมตตามาก แต่ร่างกายเหน็ดเหนื่อย Demand <> Supply พลังจิตที่น้อยนิดนี้แบ่งเมตตาไม่พอ พี่แกก็จับไข้ ไม่ไหว อ่อนแรงมาก ไม่รู้อะไรก็ “นะ โม พุท ธา ยะ” เอาไว้ก่อน

ครั้งนี้มันสบายกว่าเป็นไหนๆ

ดูท่าทางรักษาสมมติจะยากกว่าอีก เพราะวันนี้ใช้เงินไปเกือบพัน ปรากฏการณ์สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจจะเกิดขึ้นเป็นวัฏจักรที่ไม่จบ (จนกว่าจะเรียนจบ) หุหุ



เมื่อฉันป่วย
25 กันยายน, 2008, 9:22 pm
Filed under: daily | ป้ายกำกับ:

เมื่อคืนกลับมา 5 ทุ่ม หอบหนังสือกองใหญ่ที่ต้องใช้กลับมาด้วย วันนี้กะทำงานอยู่หอเต็มที่

ตอนเช้าเราก็เอาเล้ย แปดโมงซักผ้า เก้าโมงเริ่มค้นๆเขียนๆ ได้ตามเป้าหมายของตอนเช้า (ที่จริงต้องทำเมื่อวาน แต่โดนลากไปพันทิพย์ซะก่อน) 11 โมง ก็อาบน้ำ ไปฝากท้องที่ร้านป้าต๋อยตามเคย ร้านป้าก็คนเยอะตามเคย เราก็รอนานตามเคย ก็รู้กันว่ารอได้

ผัดเปรี้ยวหวานไข่ดาว กับโอเลี้ยง ดูไม่แปลกเลย ยาคูลย์ 2 ขวดก็ไม่แปลก ไม่ได้กินอะไรแตกต่างไปจากทุกวันเลย แต่บ่ายโมงที่มาเปิดคอมอีกครั้งเพื่อเล่นเกมส์ก่อนลุยต่อ ปรากฏว่า เกือบหลับคาเกมส์ ฝืนเล่นอยู่ครึ่งชั่วโมง คิดว่าร่างกายทนไม่ไหวแล้วแน่ๆ เลยพาตัวเองไปนอน หลับตายไปเลย ตื่นขึ้นมาเกือบ 5 โมงเย็น ว๊า—-ก

อาการปวดหัวหวิวๆ ตาเบลอๆมองอะไรมัวๆกลับมา รู้ว่าไม่ค่อยดีแน่ เกิดจากการจ้องคอมทุกวันวันละหลายชั่วโมงหรือเปล่า เพราะความเครียดเราไม่มีอยู่แล้ว ไม่ก็เพราะเส้นเลือดอุดตันในสมอง ไม่ก็โรคอ้วน น้ำตาลในเลือดสูง

โทรหากุ้ง กุ้งบอกว่า เพราะนอนน้อยและใกล้ถึงวันนั้นของเดือน อื้มๆได้มาอีก 2 ประเด็น

ไม่รู้สิ รู้แต่ว่าคงมีหลายๆอย่าง “คงค้าง” ทั้งความเครียด น้ำตาลในเลือด สายตาแย่ลง นอนน้อยและใกล้ถึงวันนั้นของเดือน ต้องพักผ่อน

พ่อโทรหาพี่พยาบาลประจำตัวเราใหญ่เลย แต่พี่เค้าอยู่หัวหิน พ่อถามว่าไปหาหมอมั๊ย ก็บอกว่าไม่แย่เท่าโรคปอบผีฟ้าหรอก รับไหวอยู่ สบายมาก

โรคปอบผีฟ้า หรือโรคกระเพาะ ได้มาตอน 6 ปีที่แล้ว ที่ลดน้ำหนักจาก 59 เหลือ 49 กก. ภายใน 4 เดือน ผีมันเพิ่งมาออกฤทธิ์ได้ 2 ปีกว่าๆ เมื่อไรที่น้ำย่อยเริ่มหลั่งประมาณตี 3 ตี 4 แล้วยังหลับต่อ ไม่สนใจหาอะไรให้มันย่อย เมื่อนั้นมันจะพาเราไปโรงพยาบาลประมาณตี 5 พร้อมกับอาการปวดท้อง อ้วก และท้องเสียพร้อมๆกัน ทำให้กินอะไรไม่ได้ไป 1 วัน และหลังจากนั้นต้องปรับสภาพกระเพาะใหม่ กินได้แต่ข้าวต้มกับโจ๊ก เสี่ยงต่ออาหารไม่ย่อย

การจะกินมื้อเย็นให้น้อยๆ เพื่อลดความอ้วนสำหรับเราตอนนี้เลิกคิดไปได้เลย

นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ให้กับตัวเองด้วยการไม่ชอบกินผัก กินกาแฟทุกวันวันละ 1 แก้ว (16 ออนซ์) และโรคประจำตัวที่น่ารักคือโรคท้องผูก

ว่าแต่…พรุ่งนี้วางแผนไปไหนดี??



a secret of proposal
25 กันยายน, 2008, 8:56 am
Filed under: เรื่อยเปื่อย

การสอบ proposal เป็นการเพิ่มกำลังใจ เป็นเหมือนน้ำฝนเย็นๆอาบให้ใจชุ่มฉ่ำ มีกำลังใจทำ thesis ต่อไป แต่บรรดา advisee ของอ.ท่านหนึ่งจะรู้สึกว่าเป็นอะไรที่หนักหน่วง เพราะแกไม่ยอมให้สอบได้ง่ายๆ

อ.เป็นคนเก่งเกือบทุกเรื่อง แต่อ.ไม่เก่งเรื่องอารมณ์ วันนี้ไหนอ.อารมณ์ไม่ดีมาจากที่อื่น ทุกคนจะถอยกรูดดดด ปล่อยแกไว้ที่คอกคนเดียว แล้วจะมีเสียงโยนหนังสือตุ๊บๆ ทั้งวัน การเดินของแกก็จะเดินเร็วปรู๊ด วางของก็ดังโครม และไม่ค่อยมีใครอยากคุยด้วยเพราะเสี่ยงต่อการโดนด่า เรื่องนี้สอนเราได้ 2 ข้อ คือ ข้อแรกชี้ให้เห็นว่าทำไมเราถึงต้องควบคุม กาย วาจา ใจ ทำไมต้องใจเย็น อย่าใจร้อนระอุไปด้วยอารมณ์ ใจร้อนแล้วเมตตาใครไม่ได้ สติตั้งไม่ได้ เพราะจิตมันเห็นแต่ตัวเอง อีกข้อหนึ่งเป็นสัญชาตญานพื้นฐานธรรมดาที่ทุกคนมี (ซึ่ง advance ไปใช้ได้) ใครที่ร้อนๆ คนธรรมดาที่ไม่ได้ฝึกสติก็ยังรู้ว่าคนนี้อยู่ใกล้ไม่ได้ อยู่ใกล้แล้วเดี๋ยวซวย เดือดร้อน

พระพุทธองค์จึงบอกว่าใครๆก็ฝึกสติได้ เพราะทุกคนมีพื้นฐานของญานรู้อยู่แล้ว

แต่วันไหนที่พี่เค้าอารมณ์ดี เราก็จะได้อะไรมาง่ายๆ ผ่านง่ายๆ เรื่องมันไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เพราะอะไรที่ได้มาง่ายๆวันนี้ พอเจอภาคใจร้อน เค้าก็เอากลับมาไม่ผ่านได้เหมือนกัน

กว่าจะรู้ว่าพลาดที่มาเป็น advisee เค้าก็ 2 ปีเข้าไปแล้ว ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ของเค้าเป็นปัญหาในการทำ thesis ถ้าตัดเรื่องความรู้ ความสามารถ ความคิดส่วนตัวอะไรต่างๆออกไป

เพื่อนคนหนึ่งมาบ่นเกือบทุกวันว่าไม่รู้อ.จะเอายังไง วันนี้บอกอย่าง อีกวันบอกอย่าง วันนี้แก้อย่าง อีกวันแก้อย่าง ตามใจอ.ไม่ทันแล้ว ซึ่งเราก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ก็ต้องสร้างความมั่นคงทางกรอบความคิดของตัวเองให้นิ่งก่อน อ.จะแก้ก็อย่าหลุดกรอบ เสร็จแล้วก็บีบกรอบให้เล็กลง แล้วก็คงนิ่งไว้ เสร็จแล้วทำรายงานตามมา ไม่ให้แกทันได้แก้

อยู่กับคนที่ไม่มั่นคงทางอารมณ์ ต้องอย่ารับสภาพอารมณ์มา เค้าร้อนออกมาทางกาย วาจา อย่าไปรับมาใส่ใจ อย่าผันแปรไปตามอารมณ์เค้า ไม่งั้นเราจะเหนื่อย เพราะเค้าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ให้งานไปเรื่อยๆและหาจังหวะเข้าไป มีการเช็คอารมณ์ก่อนคุยกันซักนิด และต้องปรับ mode อารมณ์ของเราให้ปราศจากความร้ายใดๆ ให้จิตว่าง สบายๆ

advisee ของอ.ท่านอื่นที่เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน เค้าก็รู้กิตติศัพท์ของอ.ว่าผ่านยาก แต่เค้าไม่รู้ว่าทำไมถึงผ่านยาก และต้องทำอย่างไรจึงจะผ่านด่านอ.ได้

เมื่อก่อนถ้าใครคิดจะทำ theme เรื่องที่กำลังทำอยู่นี้ ต้องไปหาอ.อาวุโสท่านหนึ่ง แต่ปีสองปีที่ผ่านมา theme นี้เพิ่งได้เปลี่ยนเป็นอ.ท่านนี้ เนื่องจากอ.ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นกำลังจะเกษียณอายุ ทำให้เราเป็น advisee รุ่นที่ 3 เรื่องนี้ รุ่นแรกจบไป 1 คน ถ้า rank รุ่นที่ 2 กับรุ่นที่ 3 (ซึ่งมีคนเดียว) ก็พูดได้เต็มปากว่าเนื้องานและพลังงานของเรามีเยอะกว่ารุ่น 2 ที่คนหนึ่งทำงานประจำกับอีกคนที่เหมือนกำลังค้นหาตัวเองอยู่

ซึ่งถ้าเราเป็นคนที่ 2 ด้านนี้ที่จะจบภายใต้ชื่อของอ. ท่านจะเคี่ยวซักขนาดไหน ก็ต้องลองคิดเอา อีกทั้งตอนปี 1-2 เราได้ทำงานในโครงการต่างๆ 2-3 โครงการ ทั้งวิเคราะห์ผล เขียนรายงาน ซึ่งอ.ก็สอนงานเยอะ รู้แนวพอสมควร ซึ่งคุณภาพงานวิจัยก็ควรเป็นไปตามประสบการณ์นั้น

สายตาของทุกคนที่มองว่า อ.ไม่ให้สอบ เหตุผลด้านลบต่างๆที่กรอกหูทุกวัน จึงไม่มีผลอะไร ตราบใดที่ยัง ทำๆๆๆๆ จะสอบเมื่อไรก็มีค่าเท่ากัน



พิบัติภัยทางธรรมชาติ
24 กันยายน, 2008, 1:05 am
Filed under: daily | ป้ายกำกับ: , , ,

วันนี้แผลในกระเพาะมันปลุกเราตื่นตามเคย รู้เลยว่ามาจากกาแฟ 2 แก้วเมื่อวาน เจ็ดโมงเช้า ลุกมาออนไลน์ เช็คว่าต้องทำหัวข้อไหน แต่เช็คเฉยๆแล้วทำไรกินง่ายๆ ดูข่าวซะหน่อย ทีวียามเช้าไม่พ้นข่าวน้ำท่วม ผู้ว่ากทม. และม็อบที่ทำเนียบ เรื่องน้ำท่วมเป็นเรื่องที่น่าสนใจสุดสำหรับเราในตอนนี้ เพราะมี sense แปลกๆว่ามันผิดธรรมชาติ

อ.ท่านหนึ่งตอนป.ตรี สอนวิชา Hydraulics of open channel ให้จินตนาการถึงโลกนี้ ตอนที่ยังไม่มีคนอยู่ เค้าก็มีลม มีฝน มีดิน มีต้นไม้ มีสัตว์ ฯลฯ เค้าก็มีวงจรของเค้า ซึ่งแต่ละปีไม่เหมือนกัน 10 ปีก็มีปรากฏการณ์ต่างกัน 10 ปี 100 ปีก็ต่างกัน 100 ปี แล้วคนมาจากไหน????

ช่าย–คนมาอยู่ทีหลัง

ตกลงคือ เรื่องน้ำท่วมนี่แก้กันไม่ได้ ใครลำบากก็ต้องยอมรับความลำบากกันไป ย้ายที่อยู่กันไป นี่ไม่ได้พูดถึงโลกร้อนนะ

สายๆ ได้รับโทรศัพท์ไหว้วานให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ เพราะไม่ได้อยากรู้ ผู้วานให้ทำเค้าก็รู้เรื่องดีอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าเค้าต้องการอะไร ก็ประเมินด้วยปัญญาว่าเค้ามาขอร้องเราด้วยจิตอกุศลหรือกุศล จิตให้คำตอบว่าอกุศล เลยเอาเมตตาไปเปลี่ยนปฏิกิริยาของจิตเป็นสติ สติไม่ตอบอะไร ก็ทำให้ ไม่ได้คิดถึงผลที่ได้ เพราะทำแล้วก็ทิ้งมันไว้ตรงนั้นแหละ จะได้ผลตามที่เค้าต้องการหรือเปล่าก็ไม่ได้สนใจ

พออาบน้ำ ไปมหาลัย ก็มีพี่มาทักใน msn ผลจากการกระทำเมื่อเช้ามาเร็วเลย แต่รับรู้ว่าพี่คนนี้จิตกุศล เค้าเล่าเหตุการณ์ที่เมื่อวันเสาร์ไปกราบหลวงปู่องค์หนึ่ง ท่านเปรยถึงพิบัติภัยที่จะเกิดขึ้นไม่เกินหนึ่งปีนี้ Climax ของเรื่องอยู่ตรงที่ หลวงปู่ให้นับจำนวนคนที่มากราบหลวงปู่ แล้วทุกคนก็ตีว่าเป็นการนับจำนวนคนรอดชีวิตในเหตุการณ์ เมื่อสติดักจับอะไรไม่ได้ซักอย่างแม้แต่กระบวนการปรุงแต่งของจิต

เมื่อรับรู้ว่าจิตปรุงแต่งแล้วก็นิ่งไว้ ก็รับรู้อย่างอ่อนโยน หนักแน่น อย่าให้ออกอาการออกมาทางกาย วาจา สิ่งที่แสดงออกเป็นการไปกระตุ้นจิตอื่นให้เกิดเป็นโซ่ทอดๆไป ความกลัวถูกถ่ายทอดจากจิตต่อจิต จิตดวงไหนที่กำลังสติอ่อนก็พลังสติวูบตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม พลังจิตก็ไม่เหลือแล้ว ถึงไม่ชอบความกลัว บั่นทอนกำลังจิตคนอื่น

หลวงพ่อกล้วย ท่านสอนว่า “ให้อยู่กับปัจจุบัน ถึงอย่างไรก็ต้องตายอยู่แล้ว ไม่ตายเพราะภัยพิบัติก็ต้องตายด้วยอย่างอื่น อย่าไปกลัว ถ้ากลัวก็คือ การเสวยทุกข์ไปก่อนหน้าแล้ว จิตไปเสวยทุกข์แล้ว”

ดังนั้น พิบัติภัยทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่สุด ไม่ใช่เรื่องแผ่นดินไหว น้ำท่วม หรือ Strom surge แต่เป็นพิบัติภัยทางจิตใจ ที่จิตสร้างขึ้นจากสัญญาเดิม จากความกลัวต่างๆที่นอนนิ่งๆอยู่ ไปกระตุ้นสัญชาตญานเอาตัวรอดของมนุษย์ ความต้องการเอาตัวรอดเกินพอดี กระตุ้นความโกรธและความโลภที่อยู่ชั้นนอกของความกลัว เมื่อถูกความไม่รู้ที่อ่านตัวเองไม่ออก ก็บอกตัวเองไม่ได้ ก็มีสติแบบมิจฉา

ถึงพวกแผ่นดินไหว-น้ำท่วมเกิดจริง ก็ต้องทนทุกข์รับกรรม ถึงตายไปสติแบบนี้ก็มีกรรมติดไปด้วย

ตายไปก็แค่เปลี่ยนภพภูมิ จะลงอบายภูมิก็เพราะการกระทำของเราเอง จะขึ้นสุคติภูมิก็เพราะการกระทำของเราเอง จะต้องตายอย่างทรมาน ก็ยอมรับในการกระทำ ช่วยเหลือกันไม่ได้

หลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่อธิบาย เพราะอัตตาตัวตนของคนฟังมีมาก จึงไม่เคยพิจารณาจนดังออกมานอกใจ ก็ได้แต่สงสาร ความกลัวของจิตหลายๆจิตมารวมกันมากๆ เหมือนม็อบที่ทำเนียบที่โทสะมารวมกันหลายๆจิต มีพลังมหาศาล ก็รอดูว่าพลังจะปรับกลับมาสมดุลในรูปแบบไหน

แล้วทั้งวันก็ง่วนกับการหารูปมาเพิ่มใน Literature review อีกครั้ง เพื่อรักษาสมมติไม่ให้พร่อง

ตอนดึก ได้รับฟังวิธีการซ่อมท่อประปาอย่างคร่าวๆว่า มีการขุดหลุม แล้วเอาแผ่นเหล็กขนาดพอดีกับแผลฉีกของท่อเหล็กไปวางทาบแล้วเชื่อมจากภายนอก กลบดินคืน เป็นอันเสร็จ ราคาค่าซ่อมงานประมาณ 3 หมื่นกว่าบาท ไม่มีการกด sheetpile ปิดน้ำเพื่อวางแผนการเดินน้ำหลายชั่วโมง ให้นักดำน้ำดำเข้าไปในท่อ dia 80 cm เพื่อเชื่อมด้านในหลายชั่วโมง ราคาค่าซ่อมแสนกว่าบาท แต่อย่างใด

ก็…พวกคนที่ยืนฟังคุณช่างประปา ไม่มีใครเชื่อคุณแต่แรกอยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะพวกเค้าเป็นวิศวกร แต่เพราะได้พิจารณาด้วยหลักความเป็นจริงแล้วต่างหาก

จงกล้า…อย่ากลัว



คืนวันศุกร์ไม่สงบสุขเสียแล้ว
20 กันยายน, 2008, 11:43 pm
Filed under: daily | ป้ายกำกับ: ,

ถ้าเป็นไปได้ จะพยายามหยุด 3 วัน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์  ศุกร์เอาไว้ซักผ้า เก็บห้อง วันเสาร์ ดูทีวี ดูหนัง วันอาทิตย์ก็ไปข้างนอกบ้าง ได้พักเต็มอิ่ม เพื่อวันจันทร์จะได้สดชื่น ปกติวันไปมหาลัยก็ตื่นแปดโมงกว่า ต้องฉวยโอกาสตอนเป็นนักเรียนนี่แหละ ตื่นสาย พอไปทำงานจริงๆจะได้ตื่นแบบนี้หรือเปล่าไม่รู้

Alone in love เพิ่งได้มา เลยนั่งดูตั้งแต่เช้า หลังจากซักผ้าและไปตะลุยตลาดนัด ชอบ Series ตรงที่จำลองสภาพชีวิตจริงๆของเหตุการณ์ได้ดี ไม่เหมือนละครไทยที่เอาแต่เหตุการณ์ เดินเรื่องๆๆๆ พระเอกนางเอกลงเอย จบ แล้วจะได้เรียนรู้ความรู้สึกอะไรละนั่น

Alone in love เป็นเรื่องของคนคู่หนึ่งที่แต่งงานแล้วก็หย่ากัน เพราะมีเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นในชีวิตคู่ พระเอกค่อนข้างเห็นแก่ตัวที่ขอเลิกเพราะถ้าครองคู่อยู่ชีวิตคู่จะมีแต่ความเสียใจ เคยดูทีวีรายการหนึ่ง ที่แม่คลอดลูกออกมาพิการมีแต่ตัวไม่มีแขนขา หัวหน้าครอบครัวคนนั้นให้สัมภาษณ์ว่า “ต้องเอาแม่ไว้ก่อน” คือเค้าบอกสถานการณ์จริงกับภรรยาแล้วดูแลเยียวยาจิตใจเธอ จนแม่ยอมรับเหตุการณ์ได้ ไม่ใช่เสียลูกไปก็ไม่ดูแลอะไรมาทิ้งกันไปซะงั้น

ความเด่นของเรื่องนี้อยู่ที่ ถึงภายนอกสถานะทางสังคมจะ”หย่า”กันแล้ว แต่จิตใจไม่ได้ “หย่า” ด้วย คนทั้งคู่ยังคงรักกัน ดูจากการแสดงออกที่มาพบกันตลอด คุยเรื่องของกันและกัน คิดถึงกัน ใส่ใจกัน โดยทุกเช้าที่ไปทำงานพระเอกจะสังเกตรถจักรยานของนางเอกที่หน้าตึก ว่ามาทำงานหรือเปล่า

เรื่องนี้นางเอกฉลาดกว่าพระเอก แต่อ่อนไหวกว่าตามสภาพของผู้หญิง สุดท้ายผู้ชายก็แต่งงานใหม่ มาฉลาดเอาตอนจบนี่แหละ เค้าบอกนางเอกซึ่งจะไม่ยอมคืนดีเมื่อเค้ามีสถานะเป็นสามีคนอื่นประมาณว่า “ถึงแม้ตอนนี้มันจะสาย แต่เมื่อเรารู้หัวใจกันแล้วปล่อยให้เรื่องราวผ่านไปนานกว่านี้ เมื่อนั้นที่ยอมรับไม่ได้ มันจะไม่สายไปกว่านี้เหรอ” นางเอกจึงสยบ ก็จบ มีลูก 2 คน

แต่วันศุกร์นี่ดูได้แค่แผ่นแรก ห้าโมงมั้ง โดนอีกุ้งลากไปซื้อเครื่องสำอางค์ ครั้งแรกมันถามว่าจะไปไหม ก็ตอบว่าไม่ไป ครั้งที่สองมันโทรเข้าห้องบอกว่า “แต่งตัวเดี๋ยวนี้” แปลว่า มึงต้องไปนะ การออกไปครั้งนั้น เวฟปลาทูไว้ 2 ตัวที่หน้าโน้ตบุ๊ค ออกไปแบบสบายๆ เสื้อยาวๆกับกางเกงขาสั้นข้างใน กระเป๋าสะพายข้าง ง่ายๆ กู๊ดบายปลาทู ซียู next hour

ที่ร้านเครื่องสำอางค์ ก็ไม่มีใครสนใจผู้หญิงที่ไม่แต่งหน้าตามเคย คนขายรุมอีกุ้ง มันก็ซักๆถามๆแบบคนมีความรู้ด้านครีมอะไรของมัน ไม่ค่อยเท่าไรกับเรื่องหน้าตาเลยนะ ค่อนไปทางไม่ดูแลตัวเองเลยก็ได้ เพราะไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร เอาพอดีๆหน้าไม่มัน ปากมีสีนิดนึง หน้าตาผิวพรรณก็โลชั่นธรรมดาๆนี่แหละ ก็กายคตานุสสติ อสุภะ มรณานุสสติ มันอยู่ในใจฝังลึก คนเราอีกหน่อยก็ต้องแก่ ต้องเหี่ยว อีกหน่อยก็จะไปปลูกผักปลูกหญ้า ต้องทนต่อหน้ากร้านๆ ตัวดำๆ มือด้านๆได้ด้วย ของพวกนี้จึงไม่สำคัญสำหรับเราเท่าไร

คนเราอ่ะ เวลา”อยาก”อันแรกมันเริ่มต้น มันจะมี”อยาก” ห่วงโซ่ถัดไป เรื่อยๆ จนเป็น”วิถี” เป็นรสนิยมการใช้ชีวิต “ติด” จนเราเกิดทุกข์ ขาดไม่ได้ พวกนี้เป็นกระบวนการของขันธ์ 5 ขั้นหยาบๆ ซึ่งก็กำหนดวิถีชีวิตของคน ถ้าออกมาจากขันธ์ ก็คือ อยู่เหนือกรรม ก็คือความไม่รู้สัจธรรมมีน้อยแล้ว ก็ไม่ยึด ไม่ติด ก็เป็นอิสระต่อสิ่งทั้งปวง ก็ทุกข์น้อยถึงไม่ทุกข์ ก็อะไรก็ได้แล้วทีนี้

ถ้าวันไหน เศรษฐกิจล้ม ไม่มีเงินมาซื้อของดีๆมาใช้ ต้องเก็บเงินไว้กินข้าว จะทำหน้าหนาได้ป่าวอ่ะ จะไม่ใช้ของพวกนี้ได้ป่าวอ่ะ ต้องสร้างความยอมรับได้ให้ตัวเองด้วย

ตอนที่อ.ท่านหนึ่งสอนเรื่องพวกนี้ คิดถึงสมมติว่ากรุงเทพแตกเพราะภัยพิบัติหรืออะไรก็ตาม ต้องเดินเท้ากลับบ้านตามที่คุยกับพ่อไว้ การจินตนาการนั้นมันสอนให้จิตเริ่มใช้น้อย เอาแต่เหมาะสม จะมามัวแต่มีเงื่อนไข เดี๋ยวสกปรก เดี๋ยวเหนื่อย เดี๋ยวไม่สวย เดี๋ยวๆๆๆ

กูก็ขอไปก่อนแล้วกันนะ นี่เป็นเหตุผลว่าเวลามีเรื่องกูหนีไปก่อน เพราะพวกมึงมัวแต่ตั้งเงื่อนไขเยอะ มีคำว่า “ถ้า” กับตัวเองเยอะ

ก่อนไอ้กุ้งจ่ายตังค์ มันโทรหาพี่เก๋ ซึ่งก็ประเมินสถานการณ์ได้ว่า ปลาทู 2 ตัวนั้นจะต้องเดียวดายคืนนี้ และมันคงใช้ strategies เพื่ออะไรบางอย่าง ไม่งั้นมันคงไม่ลากออกมา

พี่เก๋บินมาได้ 2-3 วันแล้ว เราพาเค้าไปกินข้าวเย็นที่ไทย-อีสาน ต่อด้วยความสนุกสนานที่เลยเถิดไปถึง Inch ชุดนั้นที่ออกมาแบบนั้น ใส่ไปใน Inch ก็รู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง ขนาดแปลกๆอาการของจิตก็ยังถูกกระตุ้นขึ้นมา คืนวันศุกร์ คนน่ารักมีเยอะ เราก็มองๆ ก็ได้แต่มองๆ ดื่มๆ danceๆ ตอนเริ่มรู้สึกครองสติไม่ได้ มี shot หนึ่งที่กินน้ำเข้าไปเยอะๆ เพราะถามตัวเองว่า ถ้ามีเหตุการณ์ที่ถึงชีวิตตอนนี้ ด้วยกำลังสติแบบนี้ ยอมจะไปทุคติเหรอ  Smirnoff มันเมาช้า แต่แรง ก็ดื่มเร็วไปด้วย ก็กินน้ำเยอะ ฉี่เยอะ ซักพักร่างกายก็ปรับสมดุล

ตกลงกลับตี 2 นั่นก็ยังไม่ถึงหอนะ ไปเปิดห้องใหม่นอนโรงแรมเดียวกับพี่เก๋อีก เพราะเป็นห่วงไม่อยากให้พี่เก๋ขับรถกลับเอง เราจะกลับ taxi พี่เค้าก็เป็นห่วงเราอีก กับกุ้งก็เลยกลับเช้าของอีกวัน

แผนที่จะดู Alone in love ให้จบ 2 แผ่นคืนนี้ กับปลาทูอีก 2 ตัว ก็เลยกลายเป็นอื่นไป

ทำไปด้าย~




Follow

Get every new post delivered to your Inbox.